เรื่องจริง" อิง "เร้นลับ" "สะกดจิต" เมืองไทยก็ไม่ธรรมดา(เดลินิวส์)   
สมัยก่อน...กับคำว่า "สะกดจิต" อาจทำให้ใครต่อใครคิดไปในเชิง "เร้นลับ-น่ากลัว" แต่มาถึงสมัยนี้...มิใช่อีกต่อไป ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในเมืองไทยก็มีคดีครึกโครมคดีหนึ่งซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีเรื่องการสะกดจิตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จริง-ไม่จริง ก็ว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ เรื่องสะกดจิตนี้ในไทยก็มีผู้สนใจมาก...       "สะกดจิต" ปัจจุบันเข้ามาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล และในเมืองไทยก็มี "ชมรมนักสะกดจิต" เกิดขึ้นด้วย !           
 
ทั้งนี้ ข้อมูลจากเว็บไซต์คลังปัญญาไทย http://www.panyathai.or.th/  ระบุว่า... การสะกดจิตเริ่มต้นขึ้นที่อียิปต์และแพร่เข้าไปในกรีก จนกระทั่งยุโรป ซึ่งให้การต้อนรับวิชานี้อย่างอบอุ่น ระยะต่อมาบุคคลที่สนใจได้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เมื่อประมาณร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เมสเมอร์ แพทย์ชาวเวียนนาได้กล่าวถึงการสะกดจิตว่า "เกิดขึ้นจากอำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด"       
 
เมื่ออำนาจแม่เหล็กของผู้สะกดผ่านเข้าไปในร่างกายของผู้รับการสะกด ก็ก่อให้เกิดปฏิกิริยาคือ เกิดความเคลื่อนไหว และรักษาโรคภัยไข้เจ็บภายในร่างกายของผู้รับการสะกดได้ ซึ่ง เมสเมอร์ มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนกระทั่งผู้คนในสมัยนั้นเรียกการสะกดจิตว่า "เมสเมอริสม์" ซึ่งหมายถึงลัทธิของเมสเมอร์ และต่อมา เจมส์เบรด ได้ขนานนามวิธีการสะกดจิตว่า "ฮิปโน ติสม์" ซึ่งเป็นคำมาจากภาษากรีก โดยฮิปนอสแปลว่าการทำให้หลับ            ถูกสะกดจิต คือภาวะของจิตที่ถูกสะกดให้เคลิบเคลิ้มหรือลืมตัวคล้ายเข้าไปอยู่ในภวังค์ ผู้ถูกสะกดจะอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น ง่วงซึม ผ่อน คลายความตึงเครียด สมาธิรับคำสั่งและตอบสนองออกไป        ยุคนี้การสะกดจิตมิใช่เป็นวิธีการที่เร้นลับ ไม่ใช่เรื่องของการแสดง ของนักเล่นกล ไม่ใช่เป็นไสยศาสตร์ แต่เป็นวิทยาศาสตร์ที่มีกฎเกณฑ์ มีความจริง สามารถพิสูจน์และทดลองได้       
กล่าวสำหรับในประเทศไทย ก็อย่างที่ได้ระบุไว้แต่ต้น ว่ามี ชมรมนักสะกดจิต ซึ่งประธานชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทย ดร.ชนาธิป ศิริปัญญาวงศ์ เผยกับ "สกู๊ปหน้า 1 เดลินิวส์" ว่า... ชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทยเกิดขึ้นมา 12 ปีแล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อเผยแพร่วิชาความรู้ที่ไปร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ  ซึ่งปัจจุบันมีลูกศิษย์ลูกหาที่ร่ำเรียนไปจาก ดร.ชนาธิป ไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 คน        ในจำนวนไม่ต่ำกว่า 4,000-5,000 คนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลในวิชาชีพแพทย์ จิตแพทย์ ทันตแพทย์ จักษุแพทย์ สูติแพทย์ และพยาบาล รวมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เล็งเห็นถึงประโยชน์           
 
ก่อนหน้านี้ มีข่าวเล็กๆ ที่หลายคนอาจไม่ทันสังเกต เป็นข่าวชมรมนักสะกดจิตแห่งประเทศไทย จัดอบรมและสาธิตการดูแลเด็กพิเศษ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ชนาธิป บอกว่า... การสะกดจิตเด็กสมาธิสั้น ได้ผลดีในเชิงการแพทย์ รวมถึงเด็กปัญญาอ่อน หรือเด็กพิการ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐก็ได้เชิญไปบรรยายให้ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ฟัง จึงเป็นที่มาของการจัดอบรมให้ ผู้ปกครองของเด็กกลุ่มนี้ กลุ่มเด็กพิเศษ ที่มีฐานะยากจน      "เรื่องการสะกดจิตเป็นเรื่องใหม่สำหรับเมืองไทย แต่เป็นเรื่องไม่แปลกสำหรับต่างประเทศที่เจริญแล้ว ซึ่งแนวคิดคือโน้มน้าวจิตหรือกล่อมเกลาจิตใต้สำนึก ไม่ใช่เรื่องลี้ลับที่เชื่อกันในยุคก่อน"      ผู้สันทัดกรณีบอกอีกว่า... นอกจากกลุ่มเด็กที่ได้กล่าวมาแล้ว การสะกดจิต ยังมีประโยชน์ต่อคนกลุ่มอื่นๆ เช่นกลุ่มคนที่มีปัญหาทางสภาพจิตใจรูปแบบต่างๆ อาทิ เครียดง่าย โมโหร้าย ใจร้อน กดดันตัวเอง คาดหวัง ตื่นเต้น วิตก ท้อแท้ หดหู่ ฯลฯ รวมถึงมีประโยชน์ในแง่การสร้างความ มั่นใจให้คน เช่น พนักงานขาย            
อย่างไรก็ตาม ประธานชมรมนักสะกดจิตบอกว่า... ทุกๆ ศาสตร์นั้น เมื่อมีประโยชน์ก็อาจมีโทษได้ด้วย เช่นเดียวกับศาสตร์สะกดจิต ที่อาจถูกคนไม่ดีนำไปใช้ในทางไม่ดีได้เหมือนกัน เช่น รูดทรัพย์ แต่อย่างไรก็ตาม หากสะกดจิตคน 10 คนในสถานที่ทั่วไป อาจมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่โดนสะกดจิต ด้วยปัจจัยต่างๆ       ปัจจัยที่ว่าก็อาทิ สภาพแวดล้อม ความพร้อม และความไม่พร้อมของผู้ถูกสะกดจิต เช่นบางคนอาจเครียดเรื่องอื่นอยู่ ก็จะไม่ได้ผล ซึ่งประสิทธิภาพของการสะกดจิตนั้นต้องมีปัจจัยเอื้อต่างๆ หลายข้อ อาทิ ทำซ้ำๆ มีการชี้นำ การสร้างความหวัง การชดเชยสิ่งที่ขาดไป แต่กระนั้นการสะกดจิตหมู่ ก็จะให้ผลดีกว่าสะกดจิตเดี่ยวๆ เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมาก และต้องมีองค์ประกอบ มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการสะกดจิตหมู่          
 
ประธานชมรมนักสะกดจิตบอกต่อไปว่า... การสะกดจิตคนเพื่อจะก่ออาชญากรรมนั้น จะไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะการที่จะทำนั้นทางผู้สะกดจิตจะต้องเตรียมการต่างๆ จะค่อนข้างเหนื่อย และอาจไม่คุ้ม อย่างไรก็ตาม หากบุคคลใดตกอยู่ในสภาวะลุ่มหลง มีความทุกข์ที่ผู้จะสะกดจิตล่วงรู้ ก็จะเป็นจุดอ่อนที่ทำให้เป็นเหยื่อได้                
 
"ดังนั้นอย่าไว้ใจใครง่ายๆ จงมีสติ อย่าโลภ เพราะการสะกดจิตจะ แผลงฤทธิ์ต่อผู้ถูกสะกดจิตก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีความทุกข์ในใจ ขาดสติ หรือ โลภ และผู้สะกดจิตรู้จุดอ่อน" ...ดร.ชนาธิประบุ ซึ่งก็เป็นแนวทางป้องกันตัว ให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อคนร้ายได้ในหลายกรณี...ไม่เฉพาะกรณีถูกสะกดจิต            "สะกดจิต" เป็นเรื่องที่ทำได้จริง-มีอยู่จริง...ไม่ใช่เรื่องเร้นลับ   เรื่องนี้ได้รับการพิสูจน์แล้ว...และเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ที่น่าคิดก็คือ...บางคดี-บางสถานที่ในไทยก็ถูกตั้งข้อสังเกต   ว่าใช้การสะกดจิต เป็นเครื่องมือหลอกคน-ดึงคน.....

Comment

Comment:

Tweet